กำลังโหลดข้อมูล Please wait . . .
 
Please Select Language
พบบ้าน Modern Contemporary ล็อตสุดท้าย ที่ วรารมย์ เชียงใหม่ 2 ทำเล
ก.ย.นี้ รับดอกเบี้ย 0% + ฟรีค่าโอน ที่ลัดดารมย์ วัชรพล-รัตนโกสินทร์ กด ที่นี่เพื่อ อ่านรายละเอียดเพิ่ม
Quick Search
Location
Type
Price

 

นโยบายเกี่ยวกับการกำกับ ดูแลกิจการของบริษัท จะประกอบด้วยหลักการดังต่อไปนี้ี้ :

 
หมวดที่ 1 สิทธิ และความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย
หมวดที่ 2 คณะ กรรมการ
หมวดที่ 3 การ เปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส
หมวดที่ 4 การ ควบคุมและการบริหารความเสี่ยง
หมวดที่ 5 จริยธรรม ธุรกิจ

I.สิทธิและ ความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย

1.1 ผู้ถือหุ้น : สิทธิและความเท่าเทียมกัน
กำหนดนโยบายในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยมีหัวข้อ ดังต่อไปนี้
(1) การจัดทำหนังสือนัดประชุม และการจัดส่งให้ผู้ถือหุ้น
(2) ข้อปฏิบัติในการประชุมผู้ถือหุ้น
(3) ความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้น

การจัดทำหนังสือนัดประชุม มีลักษณะดังนี้

 

1.
มีรายละเอียดชัดเจน และเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา มีรายละเอียดอย่างน้อยในเรื่อง

  • รายละเอียดทั่ว ไปของเรื่องที่จะเสนอ
  • วัตถุประสงค์ เหตุผลความจำเป็น และ
  • ผลกระทบต่อ บริษัท และผู้ถือหุ้น
    ความเห็นคณะกรรมการ คณะกรรมการจะแสดงเหตุผลประกอบการให้ความเห็น มีการอธิบายที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นเห็นว่า คณะกรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท

2. มีข้อมูลประกอบการใช้ สิทธิลงคะแนนเสียงที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิได้ถูกต้อง หนังสือนัดประชุมให้มีข้อมูลในเรื่องดังนี้ด้วย
  • เอกสารที่ต้อง ใช้เพื่อเข้าประชุมผู้ถือหุ้น ให้ระบุทั้งกรณีที่ผู้ถือหุ้นเข้าประชุมด้วยตนเอง และกรณีมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทน ซึ่งให้ครอบคลุมทั้งกรณีที่ผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และหากมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศก็จะต้องระบุด้วย
  • หลักเกณฑ์และ วิธีการในการลงคะแนนเสียง หากแต่ละวาระมีข้อกำหนดแตกต่างกัน ก็ต้องระบุให้ชัดเจนในวาระนั้นๆ ด้วย เช่น ในบางวาระผู้ถือหุ้นบางกลุ่มอาจจะไม่มีสิทธิออกเสียง เนื่องจากมีส่วนได้เสีย หรือในบางวาระกฎหมายอาจให้สิทธิคัดค้าน (veto right) แก่ผู้ถือหุ้นไว้เป็นการเฉพาะ เป็นต้น
3. จัดส่งให้ผู้ถือหุ้นล่วง หน้า ก่อนการประชุมพอสมควร
กำหนดส่งหนังสือนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนวันประชุมเพื่อให้สอดคล้องกับพรบ. บริษัทมหาชนฯ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีระยะเวลาเพียงพอที่จะศึกษารายละเอียดของหนังสือนัด ประชุมฯ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมประชุม หรือมอบฉันทะ รวมทั้งสามารถจัดเตรียมและส่งเอกสารต่างๆ ได้ทัน โดยให้เผื่อเวลาดำเนินการไว้สำหรับผู้ลงทุนในต่างประเทศ

4. จัดส่งให้ผู้ถือหุ้น พร้อมแบบมอบฉันทะ
บริษัทสนับสนุนการใช้สิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้น และอำนวยความสะดวก ดังนี้
  • ส่งแบบมอบฉันทะ ให้ผู้ถือหุ้นพร้อมส่งหนังสือนัดประชุม
  • แบบมอบฉันทะที่ส่งให้ผู้ถือหุ้นจะเป็นแบบให้ผู้ถือหุ้นสามารถกำหนดทิศทางให้ผู้รับมอบฉันทะลงคะแนนเสียงในแต่ละวาระได้ว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง
  • เสนอให้กรรมการอิสระอย่างน้อย 1 คน เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้นที่ไม่สะดวกจะตั้งผู้รับมอบฉันทะของตนเอง โดยระบุรายละเอียดของกรรมการอิสระดังกล่าวไว้ในแบบหนังสือมอบอำนาจ และดูแลให้กรรมการอิสระนั้น ลงคะแนนเสียงตามทิศทางที่ผู้ถือหุ้นกำหนดด้วย

ข้อ ปฏิบัติในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น

1. วัน เวลา สถานที่นัดประชุม

สถานที่ประชุมบริษัทฯ จะเลือกสถานที่ที่ผู้ถือหุ้นส่วนมากสามารถเข้าร่วมประชุมได้โดยสะดวก โดยส่งหนังสือนัดประชุม นอกจากนี้ จะเลือกวัน เวลานัดประชุม ที่เหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้ถือหุ้น และจัดให้มีโสตทัศนูปกรณ์ สำหรับการประชุมที่เหมาะสม

2. การตรวจสอบและจัดเตรียม เอกสารก่อนเข้าประชุม

บริษัทฯ มีบุคลากรที่อำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ และการตรวจเอกสารนี้จะกำหนดเท่าที่จำเป็น และไม่เป็นภาระแก่ผู้ถือหุ้นจนเกินไป โดยจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าก่อน

นอกจากนี้ บริษัทจะจัดทำบัตรลงคะแนนเพื่อแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมลงคะแนนในแต่ละวาระ เพื่อให้การนับคะแนนเสียงทำได้โดยสะดวก ถูกต้อง และตรวจสอบได้
3.
การดำเนินการประชุม

  • ก่อนเริ่มการ ประชุมแต่ละวาระ ประธานที่ประชุมประกาศให้ที่ประชุมทราบถึงผู้ไม่มีสิทธิออกเสียง เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
  • ในการประชุม เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสแสดงความเห็นและตั้งคำถามอย่างเต็มที่ โดยให้เวลาเพียงพอเหมาะสม และผู้บริหารตอบข้อซักถามชัดเจนตรงประเด็น
  • การนับคะแนน เสียง ทำด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง และประกาศผลให้ทราบโดยทั่วกัน ทั้งนี้บริษัทใช้ผู้นับคะแนนที่เป็นกลาง และเก็บผลการลงคะแนนไว้ให้สามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง
4. การจัดทำรายงานการประชุม ผู้ถือหุ้น

จัดทำให้เสร็จภายใน 14 วัน และจัดให้ผู้ถือหุ้นสามารถตรวจดูได้ ทั้งนี้ รายงานการประชุมมีบันทึกมติที่ถูกต้อง ชัดเจน และระบุผลการนับคะแนนในแต่ละวาระไว้ด้วยว่ามีผู้ถือหุ้นที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง จำนวนกี่เสียง และหากมีผู้ถือหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณา ก็ให้ระบุไว้ด้วย

กรรมการทุกคนหากไม่ติดภารกิจสำคัญอันมิอาจก้าวล่วงได้จะเข้าร่วมประชุมผู้ ถือหุ้น เพื่อตอบคำถามที่ประชุม

ความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้น

1. ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออก เสียงลงคะแนนตามประเภทและจำนวนหุ้นที่ตนมี และมีความเท่าเทียมกันในสาร สนเทศเกี่ยวกับบริษัท
2. ผู้ถือหุ้นต้องได้รับ สารสนเทศและหรือข้อมูลทั้งหลายที่จำเป็นอย่างเพียงพอ และยุติธรรมและทันเวลาจากบริษัท และไม่มีความเอนเอียงกับผู้ถือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยการให้สารสนเทศและหรือข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผย
3. กระบวนการและวิธีการใน การประชุมผู้ถือหุ้น จัดในลักษณะที่ผู้ถือหุ้นได้รับการปฏิบัติโดยยุติธรรม วิธี การของบริษัทไม่ยุ่งยากและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูง
4. บริษัทมีนโยบายที่จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ดังนี้
  • เสนอเรื่องเพื่อเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด
  • เสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ตามหลัก เกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อผู้ถือหุ้น

1.
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส และเป็นประโยชน์แก่บริษัทและผู้ถือหุ้น
2.
บริหารกิจการของบริษัท ให้มีความเจริญก้าวหน้า มั่นคง และก่อให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสม แก่ผู้ถือหุ้น
3.
ปฏิบัติหน้าที่โดยการใช้ ความรู้ความสามารถ และทักษะการบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและบริษัท
4.
จัดการดูแลป้องกันมิให้ สินทรัพย์ใดๆ ของบริษัทเสื่อมค่าผิดปกติหรือสูญหาย

5.

รายงานสถานะและผลการ ดำเนินงานของบริษัทอย่างครบถ้วนถูกต้อง ตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท
6.

ไม่แสวงหาประโยชน์ให้ตน เองหรือผู้อื่นจากการปฏิบัติหน้าที่การงาน

7.
ไม่เปิดเผยความลับของ บริษัท และไม่นำข้อมูลความลับของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบุคคลอื่น โดยมิได้รับอนุญาตจากบริษัท
8.
ไม่ดำเนินการใดๆ ในลักษณะซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท โดยมิได้แจ้งให้บริษัททราบ

สิทธิพื้นฐานของผู้ถือหุ้น

1.
มี สิทธิได้รับใบหุ้นและสิทธิการโอน และได้รับสารสนเทศที่เพียงพอทันเวลา และในรูปแบบที่เหมาะสมในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อบริษัทและตนเอง
2.
มีสิทธิเข้าร่วมประชุม และออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงในนโยบายที่สำคัญของบริษัท และในสิทธิของผู้ถือหุ้นที่คณะกรรมการต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
3.
มีสิทธิเลือกตั้งและถอดถอนกรรมการ และให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีอิสระ
4.
มีสิทธิในส่วนแบ่งกำไร


1.2 สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ

บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กำหนดหลักปฏิบัติ และความรับผิดชอบของผู้บริหารของบริษัทไว้ ดังนี้

ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อลูกค้า

1.
สนองความต้องการของ ลูกค้า/ผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและบริการที่เป็นเลิศ
2.
เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับสินค้า และบริการอย่างครบถ้วนถูกต้องเป็นธรรม แก่ลูกค้าและไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
3.
ให้การรับประกันสินค้า และบริการภายใต้ข้อกำหนดอันเหมาะสม
4.
ไม่ส่งมอบสินค้าและ บริการให้ลูกค้าทั้งๆที่รู้ว่าสินค้าและบริการนั้นๆมีข้อบกพร่อง เสียหาย หรืออาจเกิดอันตรายต่อลูกค้าได้ และไม่ปล่อยให้สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานตกถึงมือลูกค้า
5.
จัดกลไกและระบบบริการลูกค้า ให้ลูกค้าสามารถร้องเรียนความไม่พอใจในสินค้า และบริการได้โดยสะดวก และดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้รับการตอบสนองผลอย่างรวดเร็ว
6.
พยายามรักษาต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดโดยยังรักษาคุณภาพของสินค้า และบริการที่ได้มาตรฐาน
7.
แสวงหาลู่ทางอย่างไม่ หยุดยั้งที่จะเพิ่มประโยชน์ให้แก่ลูกค้าให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
8.
กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงใดๆ กับลูกค้าได้ ต้องรีบแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า เพื่อร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสียหาย

 

ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อพนักงาน

1.
ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ตามความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ และผลการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละคน
2.
ส่งเสริมพัฒนา และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของพนักงาน ให้มีความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพ
3.
ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของพนักงานในการกำหนดทิศทางการทำงาน และการแก้ไขปัญหาของบริษัท
4.
ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมใน การทำงานให้มีความปลอดภัยต่อชีวิต สุขภาพอนามัยร่างกาย และทรัพย์สินของพนักงาน
5.
การให้รางวัลและการลงโทษ พนักงานต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเป็นธรรม และกระทำด้วยความสุจริต
6.
ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อ บังคับต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน และสวัสดิภาพของพนักงาน
7.
บริหารพนักงานโดยหลีก เลี่ยงการกระทำใดๆ โดยไม่เป็นธรรม และไม่ถูกต้อง ซึ่งมีผลกระทบต่อความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพการงานของพนักงาน
8.
ปฏิบัติต่อพนักงานบนพื้น ฐานของศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และให้ความเคารพต่อสิทธิหน้าที่ส่วนบุคคล

ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อคู่ค้าและเจ้าหนี้

1.
ปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีต่อคู่ค้าและเจ้าหนี้ กรณีที่จะไม่สามารถปฏิบัติได้ ต้องรีบเจรจากับคู่ค้า และเจ้าหนี้เป็นการล่วงหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
2.
ให้ข้อมูลทางการเงินที่ ถูกต้อง ครบถ้วนตามความเป็นจริง
3.
ไม่เรียก ไม่รับ หรือไม่ให้ผลประโยชน์ใดๆ ที่ไม่สุจริตกับคู่ค้า หรือเจ้าหนี้ ถ้ามีข้อมูลว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆที่ไม่สุจริตเกิดขึ้นพึงหารือกับคู่ ค้าหรือเจ้าหนี้ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยยุติธรรมและรวดเร็ว

ความ รับผิดชอบของผู้บริหารต่อการแข่งขันทางการค้า

1.
แข่งขันทางการค้าภายใน กรอบกติกาของการแข่งขันที่เป็นธรรม
2.
ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็น ความลับของคู่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ผิดกฎหมาย
3.
ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่ แข่งขันด้วยการกล่าวร้าย หรือกระทำการใดๆ โดยปราศจากความจริง และไม่เป็นธรรม

ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อสังคมส่วนรวม

1.
ให้การสนับสนุนกิจการอัน เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และสังคมส่วนรวม
2.
ไม่กระทำการใดๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
3.
ไม่ให้ความร่วมมือหรือ สนับสนุนบุคคลใดๆ ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเป็นภัยต่อสังคม และความมั่นคงของประเทศ
4.
ปลูกฝังจิตสำนึกความรับ ผิดชอบต่อชุมชน และสังคมส่วนรวมให้เกิดขึ้นในบริษัท และพนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
5.
ปฏิบัติหรือควบคุมให้มี การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์กับผู้สอบบัญชี

1.
บริษัทมีการแต่งตั้งผู้ สอบบัญชีจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัท ซึ่งผู้สอบบัญชีนั้นไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นหรือลูกจ้างของกิจการ
2.
ผู้สอบบัญชีนั้น ให้ที่ประชุมสามัญเลือกตั้งทุกปี ผู้สอบบัญชีคนซึ่งออกไปนั้น จะเลือกกลับเข้ารับตำแหน่งอีกก็ได้
3.
มีการกำหนดผู้สอบบัญชี ควรจะได้สินจ้างเท่าใด ให้ที่ประชุมใหญ่กำหนด
4.
ให้ผู้สอบบัญชีทุกคนเข้า ตรวจสอบบัญชีของบริษัทในเวลาอันสมควรได้ทุกเมื่อ และในการอันเกี่ยวด้วยสมุดและบัญชีเช่นนั้น ให้ไต่ถามสอบสวนกรรมการหรือผู้อื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวแทน หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทได้ไม่ว่าคนหนึ่งคนใด

บทบาทของบริษัทต่อผู้มีส่วนได้เสีย

1.
คณะกรรมการต้องรับรู้ถึง สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนดและสนับสนุนให้มีการร่วมมือกัน ระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้เสียในการสร้างความมั่งคั่ง สร้างงานและสร้างกิจการให้มีฐานะการเงินที่มั่นคงอย่างยั่งยืน คณะกรรมการต้องมั่นใจว่าสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียได้รับการคุ้มครองและ ปฏิบัติด้วยดี
2.
ให้กรรมการคำนึงถึงผล ประโยชน์ที่ได้รับและการทำประโยชน์ ของผู้มีส่วนได้เสียในการสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน และการทำกำไรให้กับบริษัท
3.
ในกรณีที่ผลประโยชน์ของ ผู้มีส่วนได้เสียได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียควรมีโอกาสได้รับการชดเชยจากการถูกละเมิดนั้นได้ โดยขั้นตอนทางกฎหมายควรโปร่งใสและไม่ขัดขวางความสามารถของผู้มีส่วนได้เสีย ที่จะติดต่อ หรือแสวงหาการชดเชยจากการละเมิดสิทธินั้น
4.
กรอบงานการกำกับดูแล กิจการจะเปิดโอกาสให้มีกลไกที่เสริมสร้างผลปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ เสียมีส่วนเกี่ยวข้องตามบทบาทของตน
5.
ในกรณีที่มีส่วนเข้า เกี่ยวข้องในกระบวนการกำกับดูแลกิจการ ผู้มีส่วนได้เสียจะเข้าถึงสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตน

กลับขึ้นด้านบน

II. คณะกรรมการ

2.1 โครงสร้างของคณะกรรมการ


คณะกรรมการบริษัทมีจำนวน ตามข้อบังคับของบริษัทฯ และประกอบด้วย คณะกรรมการอิสระอย่างน้อยหนึ่งในสามของคณะกรรมการทั้งหมด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 ท่าน


วาระการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท

ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3

กำหนดให้กรรมการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่งกรรมการที่ออกตามวาระนั้นอาจถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ได้

นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  1. ตาย
  2. ลาออก
  3. ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
  4. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออก
  5. ศาลมีคำสั่งให้ออก

บริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดอื่นของบริษัท หรือการดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทอื่น เนื่องจากบริษัทมีความเชื่อว่ากรรมการบริษัทแต่ละท่านได้พิจารณาถึงความเหมาะสมด้านเวลาและมีเวลาที่เพียงพอที่จะอุทิศให้แก่บริษัทในการที่จะรับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการดังกล่าว และบริษัทมีความมั่นใจว่ากรรมการบริษัทแต่ละท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆที่สามารถสร้างประโยชน์ กำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจ และให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานที่บริษัทคาดหวังไว้ได้

2.2กำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ

หน้าที่ ความรับผิดชอบ ของคณะกรรมการ

1.
กรรมการต้องปฏิบัติ หน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท
2.
กรรมการมีหน้าที่กำหนด นโยบายและทิศทางการดำเนินงานของบริษัท (Direct) และกำกับควบคุมดูแล (Monitoring and Supervision) ให้ฝ่ายจัดการดำเนินการให้เป็นตามนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดให้แก่กิจการและความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ ผู้ถือหุ้น (Maximize Economic Value and Shareholders’ Wealth)
3.
กรรมการต้องเป็นบุคคลที่ มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ (Honesty and Integrity)
4.
กรรมการต้องมีความรับผิด ชอบต่อผู้ถือหุ้นโดยสม่ำเสมอ (Accountability to Shareholders) ดำเนินงานโดยรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น มีการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน มีมาตรฐาน และโปร่งใส
5.
กรรมการต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ และมีความสนใจในกิจการของบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการอย่างแท้จริง
6.

มีความตั้งใจที่จะดำเนิน ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

หน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ

ปฏิบัติตามกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบ

หน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

ปฏิบัติตามกฎบัตรของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

หน้าที่ของฝ่ายจัดการ

1.
คณะจัดการระดับสูง ประกอบด้วย กรรมการผู้จัดการ และกลุ่มผู้บริหารที่เลือกสรรแล้วว่าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบในการกำหนด ทิศทางของบริษัท และการตัดสินใจที่สำคัญๆ ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จของกิจการ
2.
ฝ่ายจัดการจะเป็นผู้ที่ สร้างสรรค์ ที่จะสร้างให้บริษัทเจริญเติบโต สนใจในการสร้างตัวกับงานและชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักกับคนทั่วไป ตรงข้ามคณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงและประสบผลสำเร็จ
3.
กรรมการผู้จัดการร่วมกับ คณะจัดการระดับสูงพิจารณาแผนกลยุทธ์ และนโยบายสำคัญๆ ของบริษัท และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ คณะกรรมการพิจารณาอภิปรายแผนงานกันอย่างละเอียดรอบคอบและเข้มข้น
4.
กรรมการผู้จัดการทำ หน้าที่ภาวะผู้นำในลักษณะกว้างต้องรับผิดชอบสูงสุดเกี่ยวกับผลตอบแทนของ บริษัท จากการรักษาให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมที่ดี ไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ท้าทาย มีอำนาจหน้าที่ที่จะปฏิบัติตามนโยบาย โดยไม่มีการเข้าแทรกแซงจากคณะกรรมการ
5.
ฝ่ายจัดการมีความรับผิด ชอบตามหน้าที่ต่อคณะกรรมการ และผู้ถือหุ้นโดยรวม ฝ่ายจัดการต้องรายงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นประจำ ได้แก่ การรายงานต่อคณะกรรมการสำหรับการตัดสินใจที่ต้องขอความเห็นชอบก่อน และรายงานอื่นที่ฝ่ายจัดการอาจทำได้โดยอิสระ

วิธีปฏิบัติของประธานกรรมการกับกรรมการผู้ จัดการ

1.
ประธานกรรมการของบริษัท เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้นำของคณะกรรมการ ในทางกฎหมายประธานไม่ได้มีอำนาจเหนือกรรมการคนอื่น ๆ แต่อย่างใด โดยมีหน้าที่ในฐานะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและการประชุมผู้ถือหุ้น
2.
หน้าที่ที่มีต่างกันของ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กล่าวคือ

  • ประธานกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้เลือก ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และให้มีความมั่นใจว่าประเด็นสำคัญทั้งหลายได้นำเข้าสู่การพิจารณาและ คณะกรรมการให้การเน้นหนักที่ถูกต้องกับการทบทวนและให้ความเห็นชอบกับกลยุทธ์ ต่างๆ ที่ฝ่ายจัดการนำเสนอและดูว่าได้มีการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติตาม
  • กรรมการผู้ จัดการซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้ง ทำหน้าที่เป็นผู้นำของคณะจัดการของตนในการนำกลยุทธ์ที่ได้รับการเห็นชอบแล้ว ไปปฏิบัติภายในกรอบที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้
3.
ประธานจะสร้างภาพรวมของ บริษัทว่าคณะกรรมการทำงานอย่างไร ประธานจะให้ความมั่นใจว่าบริษัทมีคณะกรรมการที่มีประสิทธิผลซึ่งทำงานอย่าง ได้ผลดีร่วมเป็นคณะเดียวกันกรรมการทุกคนไม่ว่าจะเป็นกรรมการ บริหารและไม่เป็นผู้บริหาร ได้รับการส่งเสริมให้มีบทบาทเต็มที่ และอย่างกระตือรือร้น ทั้งในเรื่องการจัดการธุรกิจและการกำกับดูแล
4.
กรรมการผู้จัดการเป็นผู้ บริหารคนหนึ่งที่รอบรู้เรื่องของบริษัทดีที่สุดและผูกพันกับบริษัทมากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากผู้บริหารระดับสูงอื่น ๆ คือ กรรมการผู้จัดการมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นมองบริษัทในภาพรวม
5.
บริษัทมีการแยกบทบาทของ กรรมการผู้จัดการกับประธานกรรมการ และต้องประนีประนอมกัน บุคคลทั้งสองต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเคารพต่อกันและกันอย่างสูง เพื่อทำงานสนับสนุนและเกื้อกูลความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย

2.3 กำหนดค่าตอบแทนของกรรมการและผู้บริหาร

1.
คณะกรรมการตั้งคณะ อนุกรรมการกำหนดค่าตอบแทน โดยสมาชิกทุกคนหรือส่วนใหญ่เป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร ที่เป็นอิสระเพื่อให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการเกี่ยวกับค่าตอบแทนของกรรมการผู้ จัดการและกรรมการที่เป็นผู้บริหารได้
2.
คณะอนุกรรมการจะได้รับ มอบหมายให้ประมวลและเสนอต่อคณะกรรมการเกี่ยวกับบรรทัดฐานค่าตอบแทนของผู้ บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อให้สามารถดึงดูดและสร้างแรงจูงใจบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ที่ เพียงพอและให้ผลประโยชน์ของผู้บริหารเป็นไปในแนวเดียวกันกับผลประโยชน์ของ บริษัทและของผู้ถือหุ้นรวม
3.
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เป็นผู้ประเมินผลงานของผู้บริหารสูงสุด เพื่อกำหนดค่า ตอบแทนให้เหมาะสม
4.
ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะอนุกรรมการอาจขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาภายนอกเกี่ยวกับมาตรฐานของอุตสาหกรรม ในเรื่องค่าตอบแทน

2.4 การประชุมคณะกรรมการ

  • การประชุมคณะกรรมการมีกำหนดการประชุมไว้ล่วงหน้า จัดให้มีการประชุมอย่างน้อย 6 ครั้งต่อปี
  • การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบมีกำหนดการประชุมไว้ล่วงหน้า จัดให้มีการประชุมอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี
  • การประชุมคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน มีกำหนดการประชุมไว้ล่วงหน้า จัดให้มีการประชุมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี

วิธีปฏิบัติของการประชุมคณะกรรมการ

1.
คณะกรรมการมีการประชุม อย่างสม่ำเสมอ มีการจัดประชุมทุกเดือน และมีการบันทึกผลและมติของการประชุม ไว้ชัดเจน เพื่อใช้อ้างอิง
2.
ประธานกรรมการโดยความ ร่วมมือจากกรรมการผู้จัดการจะกำหนดขอบเขต ระดับความสำคัญ และตารางเวลา เกี่ยวกับเรื่องตามวาระที่ต้องได้รับอนุมัติไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจว่าได้มีการดำเนินการ ตามแนวทางที่กำหนดไว้และเรื่องต่างๆ ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ
3.
ประธานกรรมการเป็นผู้ ประมวลความคิดเห็นและสรุปข้อคิดเห็นที่ดีที่สุดจากผู้เข้าร่วมประชุม และมีบทบาทในการกำหนดวาระการประชุมโดยปรึกษาหารือกับผู้จัดการใหญ่และ กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร
4.
คณะกรรมการ มีการแต่งตั้งเลขานุการของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการและการ ประชุมผู้ถือหุ้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่คณะกรรมการควรได้รับรู้ การเปลี่ยนตัวเลขานุการบริษัท เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการ
5.
ประธานมีหน้าที่ต้องดึง ให้กรรมการทุกคนร่วมกันระดมความคิด และถือว่าในทุกเรื่องกรรมการรู้เท่ากันและมีสิทธิเท่ากันหมด และหลีกเลี่ยงไม่ทำให้การประชุมกลายเป็นสนทนาสองต่อสองระหว่างประธานกับ กรรมการบางคนเท่านั้น
6.
คณะกรรมการจะเปิดเผยใน รายงานประจำปีถึงจำนวนครั้งที่คณะกรรมการประชุมในรอบปี และจำนวนครั้งที่กรรมการแต่ละคนเข้าประชุมในรอบเวลาเดียวกัน

2.5 คณะอนุกรรมการ

วิธีปฏิบัติของคณะอนุกรรมการ

1.
สมาชิกทุกคนหรือส่วนใหญ่ ของคณะอนุกรรมการเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และประธานเป็นกรรมการที่เป็นอิสระ คณะกรรมการต้องกำหนดขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการให้ ชัดเจน เกี่ยวกับอำนาจที่ได้รับมอบหมายและการรายงานเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ
2.
จำนวนของคณะอนุกรรมการ และการประชุมขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท และขนาดของคณะกรรมการ บริษัทขนาดเล็กอาจมีคณะอนุกรรมการน้อยชุดกว่า คณะอนุกรรมการบางชุดอาจได้รับมอบหมายให้ดูแลงานมากกว่าหนึ่งเรื่องก็ได้
3.
คณะอนุกรรมการจะรายงานผล การประชุมให้คณะกรรมการทราบเป็นประจำถึงกิจการที่ทำ และเปิดเผยรายชื่อของประธานและสมาชิกในคณะอนุกรรมการแต่ละชุดไว้ในรายงาน ประจำปีของบริษัท

2.6 การจัดปฐมนิเทศกรรมการใหม่

คณะกรรมการ มอบหมายให้เลขานุการบริษัท ดำเนินการจัดให้มีการปฐมนิเทศกรรมการเข้าใหม่ทุกท่านและจัดให้มีเอกสารประกอบการเข้ารับตำแหน่งกรรมการใหม่ซึ่งประกอบด้วย

1.
กฎหมาย และกฏเกณฑ์ ของทางการที่สำคัญ
2.
หนังสือรับรอง วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท
3.
นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี
4.
คู่มือกรรมการบริษัทจดทะเบียน
5.
โครงสร้างองค์กร และธุรกิจบริษัท
6.
เอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น

2.7 การจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่ง

จัดให้มีการจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเกิดกรณีที่ผู้บริหารไม่สามารถปฏิบัติงานได้

กลับขึ้นด้าน บน

III. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

3.1 การเปิดเผยสารสนเทศและความโปร่งใส

1.
คณะกรรมการมีหน้าที่ใน การเปิดเผยสารสนเทศทั้งที่เป็นสารสนเทศทางการเงินอย่างครบถ้วน เพียงพอ เชื่อถือได้ และทันเวลา เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ได้รับทราบสารสนเทศอย่างเท่าเทียมกันตามที่กำหนดโดยกฎหมาย องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.
สารสนเทศของบริษัทฯ จัดทำขึ้นอย่างรอบคอบ ชัดเจน กะทัดรัด ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและโปร่งใส โดยเปิดเผยสารสนเทศที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอทั้งในด้านบวกด้านลบ ควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ใช้เกิดความสับสนและสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่ารูปแบบ และระบุเงื่อนไขที่สำคัญหรือสมมติฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
3.
บริษัทฯ เปิดเผยสารสนเทศโดยสมัครใจมากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อสนองตอบความต้องการและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน
4.
บริษัทฯ เปิดเผยสารสนเทศที่สำคัญดังนี้

  • วัตถุประสงค์ ของบริษัท
  • ฐานะการเงินและ ผลการดำเนินงานของบริษัท
  • โครงสร้างการ ถือหุ้นและสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน
  • รายชื่อกรรมการ อนุกรรมการชุดต่างๆ ผู้บริหารระดับสูง และค่าตอบแทน
  • ปัจจัยและ นโยบายเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงที่สามารถมองเห็นได้ ทั้งที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและการเงิน
  • ประเด็นสำคัญ ๆ เกี่ยวกับลูกจ้างและผู้มีส่วนได้เสียอื่น
  • นโยบายและโครง สร้างการกำกับดูแล รวมทั้งความรับผิดชอบของคณะกรรมการในรายงานของประธานคณะ กรรมการตรวจสอบ เป็นต้น
5. การเปิดเผยสารสนเทศทางการ เงินในรายงานประจำปีที่มีความซับซ้อน คณะกรรมการจะจัดทำรายงานเชิงอธิบายประกอบ เพื่อขยายความเรื่องที่สำคัญและยากที่จะเข้าใจ
6. บริษัทจะจัดช่องทางในการเผย แพร่ให้อยู่ในลักษณะที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้ทันเวลา และได้ผลคุ้มกับค่าใช้จ่าย
7. คณะกรรมการบริษัทจัดให้มี หน่วยงาน ผู้ลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relation) เพื่อเป็นตัวแทนในการติดต่อสื่อสารกับผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ตลอดจนนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ คณะกรรมการควรจัดหาทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของ ผู้บริหารในการนำเสนอสารสนเทศและการติดต่อสื่อสาร

3.2 วิธีปฏิบัติของการรายงานทางการเงิน

1.
รายงานภายในได้แก่ รายงานที่ทำเสนอฝ่ายจัดการ กรรมการ และคณะกรรมการตรวจสอบ รายงานภายนอกได้แก่ รายงานในรูปของรายงานประจำปี งบรายไตรมาส และการเปิดเผยอื่นแก่กลุ่มภายนอก รวมถึงรายงานที่ไม่เกี่ยวกับการเงินตามข้อกำหนดของภาครัฐ
2. คณะกรรมการจัดเสนอรายงาน เกี่ยวกับฐานะและแนวโน้มของบริษัทในลักษณะที่มีการถ่วงดุลและเข้าใจ
3. คณะกรรมการจัดทำรายงาน อธิบายถึงความรับผิดชอบของตนในการจัดทำรายงานทางการเงินโดยแสดงควบคู่ กับรายงานของผู้สอบบัญชีในรายงานประจำปี
4. คณะกรรมการจะทบทวนงบการเงิน เพื่อดูว่ามีโอกาสที่บริษัทจะประสบความยุ่งยากอะไร โดยการตั้งคำถามกับกรรมการตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีภายนอก และที่ปรึกษาอื่น

3.3 ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
บริษัทฯ มีนโยบายหลักว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัท จะเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดในการปฏิบัติงานโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหลักจรรยาบรรณ มีการพิจารณารายการของกิจการที่เกี่ยวข้องกัน หรือเกี่ยวโยงกัน อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงจะพยายามจัดโครงสร้างการถือหุ้นระหว่างบริษัท บริษัทย่อย บริษัทร่วม และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ที่อาจเกิดขึ้น และมีนโยบายที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ดังนี้

1.
ไม่นำความลับของบริษัทฯ ไปใช้ไม่ว่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือนำความเสียหายมาสู่บริษัทฯโดยเจตนา หรือนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ลูกค้า ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ บริษัทคู่แข่ง หรือบุคคลภายนอกอื่น ๆ ยกเว้นแต่ว่าเป็นข้อมูลที่สื่อสารกันในการดำเนินงานปกติหรือเป็นข้อมูลที่ ใช้เผยแพร่ต่อสาธารณชน
2. ไม่ใช้ข้อมูลที่เป็นความลับ ของบริษัทเพื่อการซื้อขายหุ้น
3. ไม่รับหรือเสนอให้ของขวัญ หรือของกำนัลที่เกินความเหมาะสม เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
4. ไม่จัดเลี้ยงรับรองลูกค้า ผู้รับเหมา ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกินความเหมาะสมหรือในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่นในสถานเริงรมย์ หรือสถานบริการต่าง ๆ
5. ไม่เรียกหรือรับผลประโยชน์ ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือ สิ่งของจากลูกค้า นายหน้าหรือตัวแทน ผู้ประกอบการ ผู้รับเหมา ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ บุคคลหรือองค์กรใด ๆ ที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับบริษัท (เงิน หรือสิ่งของหมายความรวมถึง ของขวัญ การได้รับเงินกู้ ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ส่วนแบ่งผลประโยชน์ การได้รับบริการสิทธิพิเศษ การจ้างงาน หรือการอนุมัติสัญญา )
6. ไม่ลงทุน หรือดำรงตำแหน่ง เป็นกรรมการหรือพนักงานในกิจการของลูกค้า ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ บริษัทคู่แข่ง

กลับขึ้นด้านบน


IV. การควบคุมและการบริหารความเสี่ยง

1. บริษัทจัดให้มี ฝ่ายตรวจสอบภายใน แยกเป็นหน่วยงานหนึ่งของบริษัท และรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
2. บริษัทมีนโยบายเกี่ยวกับ ระบบการควบคุมภายในและการจัดเก็บเอกสารสำคัญที่รัดกุม มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • มีระบบการควบ คุมภายในระดับผู้บริหาร (management control) ที่สามารถป้องกันความเสียหายจากการนำทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้ หรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยมิชอบและการทำธุรกรรมต่างๆ ได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจจัดการ รวมทั้งมีการบันทึกบัญชีเพื่อให้งบการเงินถูกต้อง น่าเชื่อถือ
  • มีระบบการจัด เก็บเอกสารสำคัญที่ทำให้กรรมการ ผู้สอบบัญชี และผู้มีอำนาจตามกฎหมายสามารถตรวจสอบได้ ภายในระยะเวลาอันควร
  • คณะกรรมการ บริษัท มีการประเมินและให้ความเห็นเกี่ยวกับความเพียงพอ และความเหมาะสมของระบบการควบคุมภายในของบริษัทฯ และการกำกับดูแลบริษัทอย่างน้อยปีละครั้ง
3. การบริหารความเสี่ยง มีคณะผู้บริหารที่ประเมินความเสี่ยงของบริษัทอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนหาแนวทาง/มาตรการที่จะลดความเสี่ยงของบริษัทให้น้อยที่สุด โดยอย่างน้อยต้องพิจารณาความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงทาง การเงิน
  • ความเสี่ยงจาก การที่บริษัทไม่สามารถปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาปรับปรุงโครงสร้าง หนี้
  • ความเสี่ยงจาก การลงทุน การให้กู้ยืมเงินและการค้ำประกันหนี้
  • ความเสี่ยงจาก การไม่ได้รับชำระเงินค่าเช่าหรือค่าขายบ้าน
  • ความเสี่ยงจาก ภาวะปริมาณอาคารสำนักงานมากกว่าความต้องการ รวมทั้งที่ดินเปล่าที่เตรียมไว้สำหรับการพัฒนาโครงการซึ่งจะไม่ก่อให้เกิด รายได้และเป็นภาระต้นทุนในระยะเวลา 2-3ปี
  • ความเสี่ยง เกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • ความเสี่ยงจาก การขาดแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจ

กลับขึ้นด้านบน

V. จริยธรรมธุรกิจ

จัดให้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณและข้อพึง ปฏิบัติของพนักงาน (Code of conduct) และประกาศให้พนักงานได้รับทราบเพื่อถือปฏิบัติ และมีการติดตามการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวเป็นประจำ

กลับขึ้นด้านบน

  • |